วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2558

มารู้จักวิธีล้างโพรงจมูกกันเถอะ

วิธีล้างโพรงจมูก + อาการต่างๆของโรค

โพรงจมูกอักเสบ หรือ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ไซนัส(Sinus) ซึ่งผู้เขียนเองได้เป็นโรคนี้ และเขียนจากประสบการณ์ ที่ตัวเองได้เป็นมา ตั้งแต่เด็ก ค่ะ

อุปกรณ์การล้าง

1. กระบอกฉีก ขนาด 10 ซีซี. กำลังดี ถ้าใหญ่จะสำลักได้
2. น้ำเกลือล้างแผล หรือน้ำเกลือ ฉีดเข้าเส้นเลือดก้อได้นะคะ 1ขวดลิตรค่ะ
3. ถ้วยใบเล็ก 1 ใบ เอาไว้ใช้เฉพาะงานนี้เลยนะคะ อย่าเอาไปใส่แกงเผ็ดหล่ะ อิอิ 
4. หาห้องน้ำ ที่เป็นพื้นสีขาว หรืออ่างล้างหน้าก้อได้ค่ะ จะได้มองเห็น ว่ามีอะไรออกมาบ้างตอนล้าง 

วิธีล้างโพรงจมูก


1. อุ่นน้ำเกลือ คือต้มน้ำธรรมดาใส่หม้อ พอน้ำร้อน ก้อเอา ขวดน้ำเกลือ ลงอุ่น อย่าให้น้ำเกลือร้อนนะคะ พออุ่นๆ จะได้ไม่สำลัก และแสบจมูก ก่อนใช้ลองหยดลาดหลังมือตัวเองดู เหมือนชงนมเด็กน่ะค่ะ

2. ดูดน้ำเกลือที่อุ่นใส่กระบอกฉีก ให้เต็มหลอด แล้วตั้งปลายกระบอกฉีดขึ้น แล้วบีบฉีดลมที่ปลายไซลิ้ง ออก ค่อยกดบีบเบาๆ แค่ให้ลมออกนะคะ

3. ก้มหัวลงต่ำ แล้วแหย่ปลายไซลิ้ง เข้าจมูก หายใจเข้า แล้วกลั้นลมหายใจไว้ แล้วปล่อยน้ำเกลือ ให้แรง และเร็ว แล้วปลอยลมหายใจออกทางปาก แล้ว สั่งน้ำมูกและน้ำเกลือออกโดยไม่ต้องใช้มือปิดจมูกเลย  ทำสลับข้างของรูจมูก ทั้งสองข้าง จนกว่าจะไม่มีเมือกเหนียวในจมูก  หรือ แล้วแต่ความพอใจ (อย่าให้ไซลิ้งหลุดจากจมูกเวลาปล่อยน้ำเกลือนะคะ )

ควรล้าง อาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง สำหรับ คนที่เจอฝุ่นทุกวันค่ะ และคนที่เป็นน้ำมูกหรือหวัด ไซนัส สามารถล้างได้ เช้าเย็น แต่ควรระวัง นิดนึง สำหรับคน เป็นหวัด หรือมีน้ำมูก ถ้าล้าง เช้า เย็น อาจจะทำให้จมูกบาง และมีเลือด ออกมาตอนล้างได้ค่ะ ก็ไม่ต้องตกใจนะคะ เพราะว่านั่นคือโพรงจมูกบางและอาจจะอักเสบมาก่อนหน้าแล้ว  ควรจะล้างตอนเช้าดีที่สุดค่ะ 

หลังล้างเสร็จ บางคนอาจจะมีน้ำไหลออกจมูกนั่นก็คือน้ำเกลือที่เราล้างนั่นหล่ะคะ ก็ไม่ต้องตกใจ เพราะว่าน้ำอาจจะค้างอยู่ตามซอกช่องจมูก และจะไหลออกมาเองเหมือนน้ำมูก และไหลลงคอไปบ้าง   หรือถ้าไม่ไม่ใจในการล้าง ก็ไปรับ คำปรึกษาได้ตามสถานพยาบาล ใกล้บ้านคุณ


วิธีทำน้ำเกลือใช้เอง โดยไม่ต้องซื้อให้เสียตางค์

1. ใช้น้ำสะอาด 1ลิตร ต้มให้น้ำเดือด
2. เติมเกลือแกง 1 ช้อนชา ที่ไม่มีสารไอโอดีน ลงในน้ำที่เดือด จนเกลือละลายแล้ว
ยกลงจากเตา พักไว้ให้น้ำอุ่นๆ แล้วใช้ล้างได้เลย ล้างแผล ล้างผักได้ น้ำที่ทำใช้เองนี้
มีอายุ 1 ขวบวัน เท่านั้น 24 ชั่วโมง แล้วห้ามใช้ค่ะ 


Source:วิธีการล้างจมูกนี้  รับข้อมูลมาจากโรงพยาบาล ตา แห่งหนึ่งใน กทม.ที่ผู้เขียนไปผ่าตัดท่อน้ำตามาค่ะ 

อาการของโรคนี้  คือ ปวดหัวตรงกลางระหว่างคิ้วทั้งสองข้าง ปวดแบบยาพารา 2เม็ด ทานแล้วไม่ได้ช่วยเลย (ตอนเป็นเด็กซะด้วย) ปวดเหมือนหัวจะระเบิด มีกลิ่นเหม็นคาวที่จมูก หรือเวลามีน้ำมูก เจอฝุ่นนิดหน่อยก็จะ ไอ จาม เจออากาศเย็นๆจะแสบโพรงจมูก และเป็นหวัดบ่อยมาก ตามด้วย ปวดหัว และเจ็บคอ มีเสมหะเหนียวข้น ถ้าปล่อยให้เป็นหวัดนานๆ เกิน2อาทิตย์ เสมหะจะกลายเป็นสีขุ่น สีเหลือง เขียวข้น และปนเลือดในที่สุด   คันจมูก เหมือนมีตัวเล็กมา ชอนไช พร้อมๆกันหลายตัวเลย ทรมานมากๆ บางคนอาจจะคันที่ตาด้วย แพ้อาหารคาวทุกชนิด เนื้อ หมู ไก่ กุ้ง หอย ปู ปลิว อีฮ้วกน้อย เขียด กบ และปลาทะเล อาหารทะเล ของหมักดองทุกชนิด ปลาร้า น้ำปลา ของทุกอย่างที่กล่าวมาข้างต้นนั้น คือ คู่เบื่อคู่เมา กับโรคนี้เป็นอย่างมาก เพราะว่าหลังจากทานแล้ว อาการ ทุกอย่างข้างต้นจะกำเริบขึ้นทันที ถ้าช้าหน่อยก้อ 30นาทีหลังทาน อาหารคาวเข้าไปแล้ว ตอนเด็ก แม่จะนึ่งปลาช่อน ปลา ในนาข้าว ใส่ผักให้ทาน (ไม่ใช่ปลาไหลนะคะ แพ้สุดๆ อิอิ) ตอนเด็กๆ ภูมิคุ้มกัน ยังไม่มีเหมือน ผู้ใหญ่ กินอะไร ที่ผิดกับโรคเข้าไป อาการก็จะแสดงออกมาทันที แบบเห็นผลทันใจว่างั้นเหอะนะคะ ผู้เป็นแม่ต้องคอยระวังอาหารอยู่ตลอด ถามว่า อาหารคาวข้างต้นนั้น ผู้เขียน ทานไหม? ตอบได้เลยค่ะว่า ฝาดเรียบ มีอาหารที่เราชอบเยอะมากๆ แต่ในระหว่างที่เราเป็นไข้ จะทานไม่ได้เลย เหมือนกับว่ามันไปทำให้ไข้นั้น เพิ่มขึ้น หรือ รื้อรัง ไม่หายสักที หรือหายช้า อันนี้ เล่าจากประสบการณ์ ที่ตัวเองเป็นนะคะ ร่างกายของแต่ละคน จะมีภูมิคุ้มกันโรคที่แตกต่างกัน และกรรมพันธุ์ หรืออื่นๆ เป็นต้น 

ถามว่า แล้วทำไมไม่ไปหาหมอ? คำตอบก็คือ จน แต่ก้อไปหาหมอนะค่ะ แต่เงินไม่หนาพอ แต่ถ้าเงินหนา ป่านนี้ก็คงเป็นโรคไตไปแล้วมั้งคะ เพราะหมอจะนัดตลอดเหมือนกับคนเป็นโรคเบาหวาน นี้แหล่ะค่ะ ยาแก้แพ้ กะ ยาแก้ปวด ยาแก้อักเสบ ต้องทานตลอด เมื่อกินอะไรผิด เข้าไป หรือมีอาการ คือ คันจมูก ปวดหัว ปวด แสบโพรงจมูก ถ้าไม่ทานยา อาการจะทรมานนานหลายชั่วโมง จนคุณได้นอนร้องไห้เลยหล่ะ 

แต่ พอคุณโตขึ้นมาหน่อย อาการจะดีขึ้นเป็นลำดับ นะคะ  แต่ถ้าจะให้ดีคือดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดี ทั้งเรื่องอาหาร อากาศ หลีกเลี่ยง สิ่งที่จะก่อให้เกิด อาการแพ้ แต่ผู้เขียนที่เป็นอยู่ ไม่เคยหรอกนะคะ ว่าจะมานั้งดูแล สุขภาพของตัวเอง นอกจากเวลาที่ไม่สบายจริงๆ ก็จะรักษาตามอาการเก่าๆที่เคยเป็น ยาเก่าๆ ที่เคยใช้แล้วมันดีขึ้น และชะงักอาการได้ แต่ไม่เคยคิดว่าตัวเองป่วยหรือเป็นโรคอะไรร้ายแรงเลยนะคะ แค่ทรมาน  และเราเองก็โชคดีอย่างนึง มีช่วงๆนึง ที่จะไม่ค่อยได้ทานยา เท่าไหร่ ก็เพราะ มีคนแก่ ที่ไหนก็ไม่รู้ ใส่ชุดขาวมาเดินเข้ามาบ้าน มาคุยกับแม่ และมองมาที่เรา และถามว่า ลูกเป็นอะไร ทำไมน้ำมูกเยอะจัง แม่ก็บอกว่าเป็นหวัด แกก็ถามว่าเป็นบ่อยไหม? แม่ตอบว่า ประจำจมูกเลย อิอิ คนแก่ใส่ชุดขาวก็บอกว่า ลองเอา หว่าน อันนี้ ไปฝนใส่น้ำ หรือต้ม กิน มันจะช่วย ลดอาการนี้ได้ แล้วน้ำมูกก้อจะหาย ไม่มีกลิ่นคาว และจะแห้งหายไปในที่สุด คนแกใส่ชุดขาวบอก แม่ก็เลยบูชาหว่านนั้น มาจากผู้เฒ่าใส่ชุดขาวนั้นทันที และแกก็บอกวิธีปลูกหว่าน ด้วย ว่าต้องปลูก วันไหน ขึ้นกี่ค่ำเดือนอะไร ตอนนี้จำไม่ได้แล้วค่ะ ต้องกลับไปถามแม่ สำหรับหว่านที่ว่านั้น คือหว่านชักมดลูก สมัยนี้นั้นเอง สรรพคุณเยอะมี 2-3 อย่าง ที่คนแก่ คนนั้น ได้บอกเอาไว้ คือ แก้มดลูก ตกขาว กระเพาะปัสสาวะอักเสบ และไซนัส 
ในส่วนของไซนัส นี้คนส่วนน้อยจะรู้จักว่า หว่านชนิดนี้มันวิเศษพอๆกะยาเลยที่เดียว แต่ต้องรู้วิธีกิน และกินในปริมาณที่เยอะหน่อย และกิน 3เวลา หลังอาหารเหมือนยาเลยค่ะ อันนี้ มันแล้วแต่คน นะคะ รางเนื้อชอบรางยา ไม่ได้ว่า มันจะถูกกับทุกๆคน และทุกวันนี้ มีหว่านที่คล้ายๆกับหว่านชักมดลูก ทั้งหัวและกลิ่น แต่พอเอาไปต้มแล้ว เรารู้เลยว่ามันไม่ใช่ และรสชาติจะแตกต่างกันพอสมควรเลย ถ้าใครสนใจ ก้อลองหาร้านขายสมุนไพรโดยตรงจะดีที่สุดค่ะ ราคาก้อ ตามขนาดของหัวหว่าน เล็ก 30บาท กลาง50บาท ใหญ่ 80 -100บาท โดยประมาณนะคะ
แนะนำหัวขนาดเล็ก จะดีกว่า ขนาดหัวเล็กจะเท่ากำปั้น ประมาณนั้น เพราะว่าหัวใหญ่กลัวหว่านจะกลายพันธุ์ค่ะ พูดเยอะเดี๋ยว งง กันใหญ่ โรคนี้ ไม่มียารักษา นอกจาก ธรรมชาติบำบัดเท่านั้นคือ ทำยังไงก็ได้ให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกัน และโรคนี้จะไม่กำเริบ และผู้เขียน ไม่เป็นหวัดมา นานพอสมควร ก็คือทานผักผลไม้เยอะๆ  ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และที่ชอบที่สุดคือ วิตามินซี บริสุทธิ์จากธรรมชาติ ทานให้เยอะๆ และคุณจะไม่เป็นหวัด นะคะ  ก็เอาเป็นว่า เล่าสู่กันฟัง ก็แล้วกันนะคะ ถ้าอยากรู้อะไรเพิ่มเติมก็ถามเข้ามาได้ค่ะ

ท้ายนี้ ถ้ามีอะไรผิดพลาด ก็ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคะ

ขอให้ทุกท่านไม่มีโรคภัยค่ะ

ขอบคุณทุกท่าน ที่เข้ามาเยี่ยมชม เว็บนี้

เขียนโดย : ยุภาวัลย์.cham

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น